ANNIVERSARY 22 YEARS

บทความ

BACK

จดทะเบียนบริษัทในออสเตรเลีย



จดทะเบียนบริษัทในออสเตรเลีย
 
 
 
การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ในประเทศนี้ทำอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนไทยในประเทศนี้ใช่มั๊ยครับ ว่าหากท่านต้องการทำธุรกิจในประเทศนี้ จะจดจัดตั้งบริษัทจะต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการอย่างไรบ้าง
 
(www.asic.gov.au –ASIC=Australian Securities &  Investments Commission)
 
 
 
-เริ่มต้นที่อะไร?  ทำไมถึงต้องมีบริษัท?  ประหยัดภาษีอย่างไร?
 
ก่อนจะไปเรื่องอื่นของท้าวความ ความเป็นมา หรือโครงสร้างธุรกิจของพี่ชายของผู้เขียนก่อน เพื่อท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพชัดเจน ถึงที่มา ที่ไป มากขึ้นครับ ธุรกิจของพี่ชายของผู้เขียนคือธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันมีอยู่ 3 สาขา จดทะเบียนเป็นเจ้าของคนเดียว คือ พี่ชายของผู้เขียน หรือที่เรียกว่า Sole Trader ครับ และก็ยังจะมีการขยายอีก 1สาขาในอนาคตอันใกล้ แล้วก็จะมีอีก 1สาขาในปีหน้า ซึ่งถ้าเป็นโครงสร้างธุรกิจแบบเก่า ก็จะเรียกได้ว่า เป็นกิจการเจ้าของคนเดียวที่จะมี 5 สาขา โดยมีคน คนเดียวคือพี่ชายของผู้เขียนเป็นเจ้าของ  ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน  นะครับ อ่านดูแล้วมันน่าจะรู้สึกแปลกๆนะครับ ว่าทำไม ไม่เป็นบริษัท
 
 
 
-เรื่องที่จะเล่า ต่อมานะครับ  ธุรกิจของพี่ชายของผู้เขียน  ต้องเสียภาษีรายได้มากเหลือเกิน ในแต่ละปี อีกทั้งต้องเสียภาษีขายอีก  โครงสร้างของภาษีในการทำธุรกิจก็เหมือนกับประเทศไทย  ก็มีภาษีแวต หรือภาษีขาย ของประเทศนี้คือ 10% คือเราต้องเสียภาษีตัวนี้ที่เรียกว่า BAS(Business Activity Statement) ทุก3เดือน และปลายปีหลังส่งงบกำไรขาดทุน ธุรกิจมีกำไรจะต้องเสียภาษีให้สรรพกรอีก ถ้าจดรูปแบบธุรกิจแบบส่วนตัว (Sole Trader) หรือบุคคลคนเดียวเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่พี่ชายของผู้เขียนทำอยู่ ก็จะต้องเสียภาษีแบบเป็นขั้นบันไดเค้าจะมีข้อกำหนดว่า เท่าไร-เท่าไร เสียภาษีเท่าไร เหมือนเมืองไทยครับ
 
 
 
-ครับปรากฏว่า กำไรมันเยอะขึ้นทุกปี เสียภาษีปลายปีเยอะ  มันเริ่มจะรับไม่ไหว เรียกว่าทำธุรกิจไป เสียภาษีไป  แล้วไม่เหลืออะไร  เออ คนทำบัญชีก็เลยแนะนำว่า ให้จดทะเบียนแยกร้านอาหารบางร้านออกมาให้เป็นชื่อของผู้เขียน  จะได้เป็นการลดภาระภาษีปลายปีของพี่ชายของผู้เขียน  ก็คือกำไรมันลดลง ภาษีก็จะลดลง
 
ท่านผู้อ่านเคยได้ยินมั๊ยครับว่าเป็นการทำภาษีถูกต้อง แต่ประหยัดการเสียภาษี ไม่ต้องเลี่ยง หรือทำผิดกฎหมาย นั่นก็คือ  ท่านต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายภาษี  หรือถ้าท่านไม่รู้ คนทำบัญชีของท่านต้องรู้และแนะนำท่านได้ว่า ทำอย่างให้ประหยัดภาษีแบบถูกต้อง ถูกกฎหมาย   นี่ก็เลยเป็นที่มาของการจดบริษัทใหม่ครับ เพื่ออะไร?เพื่อแยกธุรกิจหรือแยกร้านอาหารบางร้านออกมา เพื่ออะไร?ก็เพื่อลดภาระภาษีรายได้ปลายปีของพี่ชายของผู้เขียนครับ
 
 
 
-ขั้นตอนในการจัดตั้ง ท่านผู้อ่านรู้ที่มากันแล้ว  เราก็เริ่มมาว่ากันเลยครับว่า แล้วขั้นตอนในการที่จะจัดตั้งบริษัทหละ เค้าทำกันอย่างไร? สรุปเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ
 
เริ่มต้นด้วยการคุยสรุปกับนักบัญชี -àไปคุยกับนักกฎหมาย -à คุยกับนักบัญชี -àคิดชื่อ  นักบัญชีสรุปสินทรัพย์ธุรกิจ -à จดทะเบียนบริษัท  àทำการขายร้านอาหารที่เป็นชื่อพี่ชายของผู้เขียนมาให้บริษัท àเซ็นต์สัญญาโดยบริษัทซื้อกิจการ  ต่อหน้าทนาย -àบริษัท จ่ายเงินพี่ชายผู้เขียน ค่าซื้อร้านอาหาร àดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทàครบสามเดือนจ่าย stamp duty ให้รัฐบาล
 
นี่คือขั้นตอนโดยรวมในการทำให้กิจการเปลี่ยนจาก Sole Trader มาเป็น Company
 
  
 
-ในเรื่องของราคาขาย   ก็ต้องมีการพูดคุยกับพี่ชายของผู้เขียน   จะขายร้านราคาเท่าไหร่ครับ   และได้โทรปรึกษานักกฎหมายครับ  เค้าบอกว่าต้องมีทนายของเราเอง และทนายของพี่ชาย ต้องให้มาคุยกันทนายทั้งสองฝ่ายมาคุยกัน   แต่ต่อมาคุยกับบัญชี เค้าบอกว่าใช้ทนายคนเดียวกันเลยได้  เรื่องจะได้ง่ายขึ้น เออ ข้อมูลเปลี่ยนไปครับ
 
 
 
-เกี่ยวกับนักบัญชี ทำเรื่องที่สำคัญในการสรุปทรัพย์สินของกิจการ ออกมา ว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง มูลค่าทั้งหมดควรจะเป็นเท่าไร ค่าเสื่อม แล้วก็มีการกำหนดราคาขายที่เป็นจริง และเป็นไปได้
 
 
 
-ผู้เขียนไปพบทนายความ ไปกับคนทำบัญชี คุยพร้อมกัน  คุยเรื่องว่า จะซื้อร้านต้องทำอย่างไรบ้างทนายได้สอบถามในเรื่องความสามารถในการที่จะดูแลร้าน  เมื่อทำการซื้อกิจการไปแล้ว  ให้เราอธิบาย เล่าเรื่องเรื่องประวัติและแนวคิดของเรา และประสบการณ์ ในการทำงานที่ผ่านมา  แล้วก็คุยเรื่องโครงสร้างบริษัท ที่จะจัดตั้งว่าเป็นอย่างไรถึงจะเหมาะสมที่สุด
 
 
 
-ทำไมต้องเป็นบริษัท (company)ไม่ใช่บุคคลคนเดียว (Sole Trader) ย้ำอีกรอบ
 
สอบถามแล้วนักบัญชีบอกว่า บริษัทมันจำกัดเรื่องการเสียภาษีรายได้ปลายปี คงที่คือ 30% จากกำไรสุทธิประจำปี แต่ถ้าเป็นแบบบุคคลมีการเสียภาษีแบบเป็นขั้นบันได ถ้าได้กำไรมากจะเสียภาษีรายได้ประจำปี มากกว่า 30% บางทีอาจจะ 38% นี่คือการทำถูกต้องแต่ประหยัดภาษี  ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูประมาณการรายได้ของธุรกิจว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้ารายได้ไม่มาก อาจมีการยกเว้นภาษีในขั้นต้นตั้งแต่ 0-xxxxx ไม่ต้องมีการเสียภาษี ถ้าเป็นธุรกิจแบบนี้ไม่ต้องเป็นบริษัทครับ  ข้อดีของการเป็นบริษัท อีกประการหนึ่งคือ บริษัทมีความรับผิดชอบจำกัด  บริษัทเป็นอะไรไปก็ไม่กระทบกับบุคคลคือเรา บริษัทอาจเจ็ง แต่เรายังอยู่ ทรัพย์สินยังอยู่  บริษัทไม่สามารถมาดึงทรัพย์สินของเราไปได้ มันแยกกันอยู่  
 
 
 
-ทำไมต้องจดทะเบียนทรัสต์ (Trust) ด้วยหลังจากจดทะเบียนบริษัทแล้ว ??? น่าสนใจใช่มั๊ยครับ นักบัญชีบอกว่า  กำไรทั้งหมดของบริษัท หลังถูกหัก 30% จากรายได้สุทธิแล้ว ก็คือ 70% ของเงินกำไรจะถูกโอนไปที่ทรัสต์ทั้งหมด  และเราคือบุคคลเป็นเจ้าของทรัสต์ (ทรัสต์เป็นเจ้าของบริษัท)  เราสามารถจัดสรรกำไรของเราได้ว่าจะให้จ่ายใครเท่าไหร่บ้าง  ใครในที่นี้คือครอบครัวของเราเท่านั้น อาทิเช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เมีย ญาติ เพราะถ้ากำไรวิ่งมาที่เราคนเดียว ภาษีส่วนบุคคลปลายปีก็จะต้องเสียให้สรรพากรสูง  ถ้าเราแบ่งกำไรไปให้คนอื่นบ้างก็จะทำให้ภาษีส่วนบุคคลลดลง อาทิเช่น แบ่งกำไรไปให้แม่ที่อายุมากแล้ว รัฐอาจจะไม่เก็บภาษีส่วนบุคคล หรือเก็บก็เก็บน้อยกว่าที่เราจะเอากำไรที่เป็นเงิน 70% เอามาไว้ที่เราคนเดียวทั้งหมด   โอ…ลึกซึ้งครับ นี่เป็นการลดการเสียภาษีแบบชาญฉลาดมากเลยครับ
 
 
 
 
 
-ค่าใช้จ่าย 
 
-ของสำนักงานบัญชี ทั้งจดบริษัท และทรัสต์  $2,500  นี่เป็นค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อคือตัวผู้เขียน ไม่มีการชาร์ตเพิ่มค่าประชุม หรือการพูดคุยในเรื่องนี้เพิ่มเติม คิดเหมาว่างานนี้จ่ายเบ็ดเสร็จ เท่านี้
 
-ค่าใช้จ่ายของทนายในการทำเรื่องทั้งซื้อและขาย ฝ่ายละ $1,000  ผู้เขียนจ่าย $1,000 พี่ชายผู้เขียนจ่าย $1,000 ไม่มีการชาร์ตค่าคุย หรือค่าประชุมใดๆเพิ่มเติม คิดเหมาเป็นงาน งานเดียว
 
 
 
-ผู้ซื้อต้องจ่ายค่า Stamp Duty ตามมูลค่าจริงของตัวร้านที่ต้องการจะซื้อ ไม่ใช่ตามมูลค่าที่ตกลงจะซื้อขายกัน  (เออ อันนี้ รัฐบาลรอบคอบ กลัวเราซื้อขายกันในราคาถูก แล้วได้เงินภาษีจากการขายธุรกิจน้อยเกินไป  เรียกว่า หาทางเก็บรายได้เข้ารัฐทุกทาง ไม่ให้ตกหล่นเลยหละท่าน) ทนายเค้าก็เข้าเวบไซด์โชว์ให้ดูเลยครับว่า ผู้ซื้อต้องเสียภาษีเท่าไหร่  เสียเป็นสัดส่วนตามมูลค่าการซื้อ  นี่เป็นภาระ  เป็นค่าใช้จ่ายของผู้ที่ซื้อธุรกิจ
 
 
 
ถึงตอนนี้ ก็เป็นอันเสร็จสรรพ Sole Trader -à Company เรียบร้อยแล้ว ไม่ยากใช่มั๊ยครับ เพราะไม่ได้ทำเอง มีทั้งทนาย และนักบัญชี ช่วยทำให้เรา ค่าใช้จ่ายโดยรวมก็ 5,000$ ได้ สงสัยประการใดต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ  หรือตัดสินใจแล้ว ไม่แน่ใจต้องการสอบถามข้อมูล โดยตรงก็เข้าไปที่เวบไซด์ www.asic.gov.au  หรืออาจโทรสอบถามโดยใช้ล่ามฟรี ในการพูดคุยที่เบอร์โทร 131 450 ครับ




BACK
SOFTMARTS.COM
M: 08 400 11 800 - E : softmarts@gmail.com - Line : 08 400 11 800 - SKYPE :softmarts
Hot line 1800 888 199

เกี่ยวกับเรา   ติดต่อเรา   เช็คเมลล์